Home
หน้าแรก
Downloads
ดาวน์โหลด
Forums
กระดานข่าวชาวเพลิน
Your Account
สำหรับสมาชิก
Your Account
ปลุกพุทธในใจให้แย้มบาน
วิชาการ & KO
 

ตั้งใจ พยายาม อยู่กับความพอดี



     

     เมื่อวันที่ ๒๔ – ๒๖ ธ.ค. ๕๓ ฉันมีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมกับท่านปสันโน ที่บ้านบุญ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ท่านอาจารย์ปสันโนเป็นพระชาวแคนนาดา ที่มาศึกษาธรรมะกับหลวงพ่อชา เป็นอดีตเจ้าอาวาสที่วัดป่านานาชาติ และอดีตเจ้าอาวาสวัด วัดป่าอภัยคีรีซึ่งเป็นสาขาแรกของวัดหนองป่าพงในประเทศอเมริกา นับเนื่องมาถึงปัจจุบันท่านบวช มาแล้ว ๓๖ พรรษา

     ในตอนช่วงค่ำของทุกวันจะมีการถามตอบปัญหาธรรมะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกว่าได้สัมผัสรับรู้ในความเป็นอาจารย์และศิษย์มากที่สุด

 
     
     
  • การปฏิบัติต้องมีความตั้งใจ ความพยายาม และความพอดี ในความพยายามต้องมีความสนใจของจิต ในความพอดีต้องมีความอุตสาหะ และหมั่นสังเกต พยายามที่จะหาความพอดี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย


  • หาการปรับให้พอดีกับความพอใจของจิต สร้างความคลี่คลายความทนไม่ได้ในร่างกายเป็นระยะ อย่าให้จิตจำกับทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นกับการปฏิบัติจนขยาด เพราะจะทำให้เราท้อใจไม่อยากปฏิบัติ


  • สมาธิและปัญญาเกิดจากการมีสติต่อเนื่อง


  • ในการปฏิบัติต้องรู้กำลังของเจ้าของ ต้องพอดี ต้องปลุกเร้าสติ และกุศลขึ้นมา


  • ในระหว่างการปฏิบัติต้องทำให้จิตมีงานทำ ทำให้จิตจดจ่อ ต่อเนื่อง จะดูลมหายใจ ขยับมือตามวิธีของหลวงพ่อเทียน หรืออื่นๆ ก็แล้วแต่ถนัด ที่สำคัญคือต้องรู้ตัวทั่วพร้อม ทำให้ฐานของความสงบหนักแน่นสู่ร่างกายและจิตใจ
 
 
 

ดูความพอดี ที่ผลของการปฏิบัติ

     
  • ในวันสุดท้ายของการปฏิบัติหลังจากที่คณะศิษย์ที่มาปฏิบัติได้กล่าวคำขอขมาต่อพระอาจารย์แล้ว ท่านได้ให้โอวาทที่ทำให้ฉันกระจ่างใจในเรื่องการปฏิบัติและการใช้ชีวิตว่า

  • ความพอดี อยู่ที่ผลที่เกิดขึ้นว่าเกิดความพอดีไหม ไม่ใช่ที่รูปแบบว่าคืออะไร... ถ้าไม่พอดีจะจมอยู่ในความทุกข์และวุ่นวาย การปฏิบัติธรรมคือการทำให้สมดุลเพื่อที่จะดับทุกข์

  • ความก้าวหน้าของการปฏิบัติดูได้จากที่กุศลธรรมมากขึ้น อกุศลธรรมลดลง ต้องพากเพียร ขยัน ต่อสู้ ทุ่มเท การปฏิบัติอยู่ที่ความพอดี อยู่ที่คุณภาพของจิต

  • อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ละเสีย ที่ยังไม่เกิดก็ไม่ทำให้เกิดขึ้น กุศลธรรมใดที่ยังไม่เกิดก็ทำให้เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็ให้ดำรงไว้อย่างยาวนาน มั่นคง ไม่ได้ดูที่รูปแบบ แต่ดูที่สภาพของจิต ภาวะของคุณธรรมในใจ...เจริญกุศลธรรมให้มาก ละอกุศลธรรมเสีย

  • เราต้องคอยปรับ คอยสังเกต คอยรับรู้ให้พอดี โดยไม่ตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่โลก หรือคนอื่นจะปรับให้ถูกใจเรา

  • คนเรามักดูออกไปภายนอก ไม่รับผิดชอบกับภายในของเราเท่าที่ควร

  • การศึกษาธรรมะ การปฏิบัติ ให้ดูที่สภาพของจิต สภาพความคิด ความเห็น การกระทำ ให้ดูว่าเราสุขสบาย คลี่คลายไหม ต้องดู ต้องสังเกต ต้องกลับมาหาความพอดี ค่อนข้างยาก เพราะมนุษย์เราชอบสุดโต่ง ไม่มองที่คุณค่าของสิ่งที่อยู่กลางๆ

  • เวลาที่เราทำอะไรตรงกับธรรมะจะรู้สึกเยือกเย็น สบาย ปลอดโปร่ง เป็นธรรมชาติ รอบรู้ในอารมณ์ทั้งภายในตัวเอง และภายนอก แล้วเราก็จะอยู่อย่างสบาย ชีวิตก็ง่าย เพราะมีสติกำกับจิตใจไว้ เราจึงมีความสุขอยู่ตลอด

  • ที่รู้สึกเบื่อเพราะจิตไม่พอใจกับสิ่งที่กำลังทำ ไม่ว่าจะอยู่กับใคร ทำอะไรก็เบื่อ ความพอดีคือสติ ทำให้มีผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เกิดความชอบใจ ไม่ชอบใจก็ไม่เกลียด ไม่ชอบ ไม่ยินดียินร้าย

  • เรายิ่งวิ่งตาม ความสุขก็ยิ่งหนีห่าง ความสบาย ความสงบอยู่ในตัวเรา ขึ้นอยู่กับการฝึกการหัดของเรา

  • ชีวิตจะออกในลักษณะไหน เราก็พร้อมที่จะรับ ไม่มีประโยชน์ที่จะฟุ้งซ่าน

  • คำว่า “เป็นเช่นนี้เอง” ต้องรู้จักนำมาใช้ในชีวิต รู้สึกและรู้ตัวอยู่กับร่างกาย ต้องรู้จักคลี่คลายความรู้สึกทางกาย อารมณ์ที่เกิดขึ้น ให้ตามดูความรู้สึก การเคลื่อนไหว ลมหายใจ ท่านั่งของเรา บางทีเราไม่รู้สึกตัวเอง

  • สร้างสติกับสิ่งที่กำลังทำ ประคองให้มีสติต่อเนื่อง เวลาเสร็จกิจก็เก็บงานเอาไว้ ไม่ต้องเอางานกลับไปคิดต่อ ไม่ว่าจะทำอะไรต้องรู้ตัวทั่วพร้อม งานของเรามีมากพอสมควรแล้ว ไม่ต้องสร้างภาระให้ตัวเองอีก

  • ที่ตั้งแห่งสติอยู่ที่ฐานกาย จากการได้ยิน ได้เห็น ได้สัมผัส เดินไปไหนก็ให้เป็นการจงกรม

  • ทำอะไรต้องพอเหมาะ พอดีกับสถานการณ์ ดูผลที่เกิดขึ้น ถ้าเราเองก็ไม่ได้สบาย คนขอบข้างก็เดือดร้อนรำคาญแสดงว่าไม่พอดี

  • ต้องปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม ปฏิบัติธรรมก็เพื่อออกจากทุกข์ ต้องทำการปฏิบัติให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ไม่ใช่ยิ่งปฏิบัติยิ่งทุกข์

  • ทำอะไรต้องให้พอดีกับศีลไม่ใช่พอดีกับกิเลส
 
 
 

ศีล ๕ คือการให้ที่สูงสุด

     หลังจากที่ลาออกจากศีล ๘ ที่เป็นเนกขัมมะศีล หรือศีลที่เหมาะแก่ผู้ปฏิบัติ มาสมาทานศีล ๕ คือปกติศีล แล้ว พระอาจารย์ได้กล่าวถึงศีล ๕ ว่ามีอานิสสงส์มาก และเป็นการให้ที่สูงสุดแก่ผู้อื่น เพราะเป็นการให้ความปลอดภัย

     
  • ความปลอดภัยช่วยให้ชีวิตสงบ ปลอดภัยไม่ห่วง ไม่กังวล การมีศีล ๕ เป็นกระแสลึกๆอยู่ในใจจะทำให้เรารู้สึกเหมือนยกหินออกจากอก ทำให้คนอยู่ด้วยกันด้วยความสงบ อบอุ่น ไม่ระแวงกัน

  • พื้นฐานของความทุกข์อยู่ที่ความกลัว ความห่วงกังวล

  • ศีลช่วยตัดกระแสความกลัว ช่วยให้ความปลอดภัยทั้งกับตัวเอง และผู้อื่น ที่ไม่ขึ้นลงตามอารมณ์

  • การปฏิบัติธรรมจะช่วยให้ค่อยๆ เห็น ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ ศรัทธา เกิดความมั่นคงในธรรม
 
 
 
ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
          งดเว้นจากการฆ่า การเบียดเบียน การทำร้าย
 
อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
          งดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้
 
กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
          งดเว้นเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
 
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
          งดเว้นจากการพูดปด การพูดให้ร้าย
 
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ  
          งดเว้นจากการดื่มน้ำเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
     
     
     จากโอวาทของท่าน และการทำวัตรสวดมนต์ในการมาปฏิบัติคราวนี้ ทำให้ฉันเริ่มเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า fear factor ที่ได้ยินมาจากวงจิตตปัญญา และได้ประจักษ์แล้วว่ารากเหง้าแห่งความกลัวในใจของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามก็คือ
 
 

มะยันตัง ธัมมัง สุตวา เอวัง ชานามะ : -
          พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว, จึงได้รู้อย่างนี้ว่า : -

ชาติปิ ทุกขา,
          แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ ;

ชะราปิ ทุกขา,
          แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ ;

มะระณัมปิ ทุกขัง
          แม้ความตายก็เป็นทุกข์ ;

โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา,
          แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์ ;

 
 
 
 

อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข
          ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ ;

ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข,  
ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ ;

ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง,
          มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ ;

เต (ตา) มะยัง โอติณณามหะ,
          พวกเราทั้งหลาย เป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว ; ชาติยา, โดยความเกิด ;

ชะรามะระเณนะ,
          โดยความแก่และความตาย ;

โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปยาเสหิ,
          โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ทั้งหลาย ;

ทุกโขติณณา,
          เป็นผู้ถูกความทุกข์ หยั่งเอาแล้ว ;

ทุกขะปะเรตา,
          เป็นผู้มีความทุกข์ เป็นเบื้องหน้าแล้ว ;

     การได้ปฏิบัติธรรมครั้งนี้จึงเป็นการไปต่อภาพความเข้าใจในชีวิตให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น และเป็นการก้าวเดินเข้าไปใกล้ความมีสติอีกขั้นหนึ่ง ด้วยย่างก้าวที่ “พอดี”

 
 
 
 

โดย : ส่วนสื่อสารองค์กร

ติดประกาศ Wednesday 05 Jan 11@ 14:42:37 ICT โดย rawipan_p

 
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
· ข้อมูลเพิ่มเติม วิชาการ & KO
· เสนอข่าวโดย rawipan_p


เรื่องที่นิยมอ่านมากสุด วิชาการ & KO:
Lesson Study นวัตกรรมการพัฒนาครูให้เรียนรู้ไปบนหน้างานจริง (๑)



คะแนนของบทความ
คะแนนเฉลี่ย: 0
จำนวนผู้ลงคะแนน: 0

โปรดสละเวลาให้คะแนนสำหรับบทความนี้:

สุดยอด
ดีมาก
ดี
ธรรมดา
แย่



ส่วนเพิ่ม

 หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์ หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์



"ปลุกพุทธในใจให้แย้มบาน" | สมัครสมาชิกที่นี่ | 0 ข้อคิดเห็นต่างๆ
ความคิดเห็นที่แสดงนี้เป็นของเป็นของผู้ลงประกาศ. ทางเว็บไซต์ ไม่ขอรับผิดชอบในเนื้อหาเหล่านี้.

ผู้ไม่ลงทะเบียน ไม่มีสิทธิ์แสดงความเห็น , โปรด ลงทะเบียน
พื้นที่เพื่อการประสานงาน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ดูแลโดย คณะทำงานการสื่อสาร และ เลขาฯ ช่วงชั้น

PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.10 วินาที