Home
หน้าแรก
Downloads
ดาวน์โหลด
Forums
กระดานข่าวชาวเพลิน
Your Account
สำหรับสมาชิก
Your Account
เล่าสู่กันฟัง: เรื่องเล่าวันปิดภาค
องค์กรครอบครัว
  เรื่องเล่าวันปิดภาค
โดย...คุณหมอจั่น-คุณแม่น้องหนูดี ชั้น ๓/๔ และน้องปัน ชั้น ๑/๔    


 
     ปิดเทอมที่ผ่านมาใครไปไหนกันมาบ้างคะ ครอบครัวเราไปปลูกต้นไม้ในโครงการปลูกต้นไม้รอบบ้านพ่อ ของ กฟผ.ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานบริเวณใกล้ๆน้ำตกป่าละอูมาค่ะแล้วก็เลยถือโอกาสหาที่เที่ยวในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่ที่เราขับรถผ่านเมื่อเดินทางลงใต้แต่ไม่เคยแวะเป็นเรื่องเป็นราวสักที

     ที่ปลูกเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมรอบอุทยานติดกับพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน ต้นไม้ที่ปลูกก็มีหลายชนิดค่ะ แต่ที่จำได้ก็มีต้นไผ่และมะขามป้อม ซึ่งเป็นพืชอาหารสัตว์และเราเลือกแล้วว่าอดทน ไม่ตายง่าย เหมาะกับความสามารถของเรา ตอนแรกเด็กๆ โวยวาย กลัวร้อนบ้าง ต้องเดินไกลบ้าง กลัวไม่สนุกบ้าง ตามประสาเด็กเทพติดแอร์ แต่วันนั้นโชคดีค่ะ พระอาทิตย์แอบอยู่หลังก้อนเมฆตลอดเวลาทำให้ไม่ร้อน แถมยังมีลมพัดมาเบาๆ นอกจากนี้ยังมีเพื่อนที่เราไม่รู้จักมาช่วยกันปลูกต้นไม้อีกหลายชีวิต ทำไปทำมาเด็กๆ สนุกกับการปลูกต้นไม้ไม่ยอมเลิกเลยค่ะ

     คุยกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่มาคอยช่วยขุดหลุมและแนะนำวิธีปลูกได้ความว่า ต้นไม้ที่เรามาช่วยกันปลูกนี้ส่วนหนึ่งก็ตายค่ะ เพราะบางครั้งตอนที่เอาลงดิน ตุ้มดินแตก บางครั้งรากขาด และปีนี้ฝนน้อยกว่าปีที่แล้ว ถ้าต้นไหนตาย เจ้าหน้าที่ก็จะปลูกซ่อมแซมให้ แต่อย่างต้นมะขามป้อมที่เราเลือกจะตายยากหน่อย เห็นบางต้นมีแต่ต้นไม่มีใบ แต่เมื่อได้รับน้ำฝนก็จะแตกใบอ่อนออกมาใหม่ค่ะ แหม! เลือกไม่ผิดจริงๆ เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณ ๑ ชั่วโมงค่ะ จากนั้นก็เดินทางเข้าไปเที่ยวน้ำตกป่าละอูกันค่ะ

     วันหยุดยาวแบบนี้ป่าละอูไม่เคยร้างผู้คน น้ำใสไหลเย็น ไม่ค่อยเห็นปลา แต่มีผีเสื้อแปลกตาบินตอมเกสรดอกไม้อยู่หลายตัว เราลงเดินได้ไม่นานสายฝนก็เริ่มโปรยปราย ตอนแรกตั้งใจว่าจะลงเล่นน้ำตกกัน แต่เด็กๆ กังวลเรื่องน้ำป่าไหลหลาก เราเลยออกเดินทางไปยังที่พักที่อยู่ริมทะเล ใกล้ๆ ถ้ำไทร อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ตอนไปถึงฟ้ายังไม่มืด ยังได้มีโอกาสไปดูชาวบ้านแถวนั้นแกะปลาออกจากอวน แต่ที่เห็นมากคือกั้งทะเลตัวเล็กที่ขายไม่ได้ราคา ซึ่งเขาแกะแยกถาดไว้เตรียมทิ้ง โห! เขาจะทิ้งจริงๆ เหรอเนี่ย คนกรุงอย่างเราเห็นแล้วเสียดายจัง เด็กๆ ก็เลยเลือกตัวที่ยังดิ้นๆ อยู่ไปปล่อยลงทะเล นอกจากจะเคยปล่อยนกปล่อยปลาแล้ว เข้าพรรษาปีนี้เราได้มีโอกาสปล่อยกั้งลงทะเลด้วย เอาไว้ตัวโตๆ ก่อนค่อยกลับมาใหม่นะกั้งนะ

 
 

     จำได้ว่าตอนไปเที่ยวที่สตูล ที่นั่นเขามีโครงการธนาคารกั้ง รับฝากกั้งที่ยังตัวเล็กและขายไม่ได้ราคา แล้วเลี้ยงไว้ในกระชังจนกว่าจะโต ตอนแรกก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไปทำไม แต่มาเห็นแบบนี้แล้ว get เลย อดคิดไม่ได้ว่า อีกหน่อยจะมีกั้งให้กินหรือเปล่านี่ คืนนั้นเรานอนฟังเสียงเพลงจากเครื่องเสียงที่บ้านใกล้ๆ เตรียมมาเปิดสลับกับเสียงคลื่นจนหลับไป พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า เรามีนัดกับ ลุงละมัย เจ้าหน้าที่อุทยานเกษียณอายุ ลุงจะพาเราไปดูนกที่บึงบัวในอุทยานเนี่ยแหละ

     เช้าวันต่อมาเราตื่นตั้งแต่ตีห้า กว่าจะพร้อมเดินทางก็เกือบหกโมงเช้า ลุงละมัยมาปลุกเราแต่เช้า เป็นอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนเลยนะเนี่ย ที่ต้องรีบเพราะบึงบัวอยู่ห่างจากจุดที่เราพักไปประมาณ ๓๕ กม. ถ้าเราสายแดดจะร้อนเกินไป เราไปถึงบึงบัวในวันที่ฟ้าไร้แดด เหมือนจะมีฝนแต่ก็ไม่มี อะไรจะ perfect เช่นนี้

 
     
     
     บึงบัววันนี้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเท่าไร ความจริงเช้านี้มีเราครอบครัวเดียวเอง เพราะไม่ใช่ช่วงที่เหมาะกับการดูนก ต้องรอประมาณปลายปีในฤดูหนาวที่นกอพยพหนีหนาวมาหาความอบอุ่น ทุ่งสามร้อยยอดจะคลาคล่ำไปด้วยนักดูนก และนกอีกมากมาย แต่วันนี้เรามาด้วยอยากดื่มด่ำกับบรรยากาศท้องทุ่งในยามเช้า นั่งเรือถ่อไปในบึงน้ำใส ผ่านไปตามกอต้นธูปฤาษี ความจริงข้างบ้านที่กรุงเทพก็มีแต่ไม่สวยขนาดนี้นะ ข้างๆ กันมีทั้งบัวสายและบัวหลวงที่ชาวบ้านช่วยกันมาดำไว้ เพื่อเป็นอาหารของทั้งคนและสัตว์ เด็กๆ ได้เก็บ ได้แกะ ฝักบัว ได้กินเม็ดบัวสดๆ กันอย่างสนุกสนานและเอร็ดอร่อย คุณป้าที่มาถ่อเรือให้เห็นเด็กๆ ชอบก็จะถ่อเรือพาไปใกล้ๆ ฝักบัวที่แก่กำลังกินพร้อมทั้งสอนให้เก็บฝักที่ก้มหน้าลงน้ำเล็กน้อยนั่นแหละใช้ได้
 
 
     ในระหว่างชื่นชมธรรมชาติเราก็จะได้ยินเสียงร้องของนกหลากหลายชนิด บางครั้งก็จะเห็นนกโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นระยะๆ นกที่เราเห็นมากที่สุดคือ นกอีโก้ง นกกาน้ำ และนกกระสาเทา เราไม่ใช่นักดูนกมืออาชีพค่ะ ก่อนไปเที่ยวก็เลยไปหาหนังสือเกี่ยวกับนก ได้หนังสือชื่อ นกในวรรณคดีของสุนทรภู่ แต่งโดย สุธี ศุภรัฐวิกร  
     
     
       เด็กๆ สามารถค้นคว้าข้อมูลได้ทันกับเหตุการณ์ในขณะนั้นเลย ทำให้เขาจดจำสิ่งที่พบเห็นได้ง่ายขึ้น ลุงละมัยก็ช่วยแนะนำเราได้มากเลย ช่วงที่เราล่องเรือกลับชายฝั่ง เป็นเวลาที่สายหมอกลอยอ้อยอิ่งโดยมีฉากหลังเป็นภูเขาหินปูนสูงเสียดฟ้า
     
     
     ช่างเป็นภาพที่ไม่ว่ากล้องยี่ห้อไหนก็คงไม่สามารถถ่ายทอดความสวยงามของบรรยากาศที่เราได้มาเห็นและสัมผัสด้วยตัวเองได้อย่างสมจริง เด็กๆ ถึงกับบอกว่าเราย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่กันดีกว่า หน้าติดน้ำหลังติดเขา ฮวงจุ้ยดีจริงๆ
 
 
     เราขึ้นจากเรือแวะทานอาหารเช้าแล้วเดินดูนกตามสะพานไม้ที่อุทยานทำไว้ให้อีกเล็กน้อย แดดก็เริ่มแผดเผาผิวกาย เราจึงลาบึงบัวออกเดินทางกลับมายังที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ที่ที่เราได้เห็น ค่างแว่นถิ่นใต้ตัวเป็นๆ เพราะเขาออกมาหากินลูกแสมตามป่าชายเลน ลุงละมัยเล่าให้ฟังว่า พวกค่างนี้น่ารัก ไม่คุกคามเหมือนลิงแสมที่ชอบขโมยอาหารกิน เราจึงได้เห็นตุ๊กตาเสือกระดาษวางไว้บนโต๊ะอาหารเพื่อหลอกลิง ซึ่งก็ดูจะได้ผลเพราะแอบเห็นเจ้าลิงแยกเขี้ยวใส่เสือ แต่ก็ไม่กล้าเข้าใกล้โต๊ะอาหารเลย เคยได้ยินแต่ เขียนเสือให้วัวกลัว มาที่สามร้อยยอดได้เห็น ปั้นเสือ(กระดาษ)ให้ลิงกลัว ก็แปลกไปอีกแบบ  
     
     
     เราร่ำลาลุงละมัยที่นี่ แล้วไปเที่ยวถ้ำไทร ซึ่งอยู่สูงขึ้นไปบนเขาประมาณสองร้อยกว่าเมตร เด็กๆ บ่นนิดหน่อยแต่ก็ปีนขึ้นไปจนถึง ในถ้ำมืดมากต้องมีไฟฉายส่องถึงจะเห็นความระยิบระยับถายใน ถ้าฝนตกลงมาชะฝุ่นที่เกาะหินงอกหินย้อยออกมาเสียบ้าง ถ้ำนี้คงเปล่งประกายแวววาวไม่น้อย ก่อนลาสามร้อยยอดเรายังมีเวลานั่งเรือล่องคลองเขาแดงเลียบเขาหินปูนชมนกและป่าชายเลน มีลมพัดเย็นสบาย ที่นี่เราได้เห็นนกยางที่มีขนขาวดั่งน้ำยางพาราและมีขนห้อยยาวลงมาจากท้ายทอยคล้ายผมเปีย เพราะอยู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ เราได้เห็นค่างแว่นถิ่นใต้อีกครั้ง เห็นลอบดักปูและโพงพางที่ชาวบ้านสร้างไว้จับสัตว์น้ำ ช่างเป็นวันที่คุ้มค่าจริงๆ ตื่นเช้าก็ดีอย่างนี้แหละ แต่ตอนนี้บ่ายมากแล้ว เราจะไปนอนกันที่บ้านกรูด ยังต้องไปอีกไกล
 
 
       ก่อนขึ้นจากเรือเรามอบเงินเล็กน้อยเป็นสินน้ำใจแก่หนุ่มน้อยที่ทำหน้าที่ขับเรือและเป็นมัคคุเทศก์ให้กับเรา ถามไถ่ได้ความว่าเขามารับจ้างขับเรือ แต่เราไม่กล้าถามต่อว่าเขายังเรียนหนังสืออยู่หรือเปล่า ยังไงก็ถือว่าเป็นการกระจายรายได้เพื่อว่าเขาจะได้ไม่ต้องทิ้งครอบครัวมาหากินไกลบ้าน เป็นหน้าที่ที่เราทุกคนต้องช่วยกัน เมื่อครอบครัวไม่มีปัญหา สังคมก็จะไม่มีปัญหาค่ะ
     
 
เราถึงบ้านกรูดเมื่อเย็นมากแล้ว แต่เด็กๆ ยังมีแรงไปเล่นทรายที่ชายหาด เพราะหลับมาในรถ เล่นสักพักก็ไม่ไหวค่ะเพราะลมค่อนข้างแรง หนาวจนปากสั่น เอาไว้พรุ่งนี้เช้าแล้วกัน ก่อนนอนคืนนั้นเราได้มีโอกาสนอนฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งโดยไม่มีเสียงอื่นใดมารบกวน สงบจริงๆ ค่ะ
 
     เช้านี้ที่บ้านกรูดทะเลสงบกว่าเมื่อวาน เราเลยเช่าเรือคายัคของรีสอร์ทไปพายเล่นใกล้ๆ ชายฝั่ง ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมงเห็นจะได้ แดดเริ่มร้อน คนเริ่มเหนื่อยและหิวด้วย เลยกลับกันดีกว่า สองคนแม่ลูกช่วยกันพาย สักพักแม่ก็ถูกทิ้งเพราะลูกขอไปวิ่งตามปูเสฉวนซะงั้น แม่ก็เลยขอทิ้งเรือไว้บนสันดอนทรายหน้าที่พักบ้าง เพราะน้ำลงค่อนข้างเร็ว พายก็ไม่ได้ ลากเรือมาคืนก็ไม่ไหว เนี่ยแหละทะเลเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้เลย ขึ้นเร็วลงเร็ว

     วันนี้เราจะขึ้นไปเที่ยวเขาธงชัย ข้างบนประดิษฐานพระบรมธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ ซึ่งภายในมี พระบรมสารีริกธาตุและภาพกระจกสีเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระมหาชนก สวยงามมาก เคยเห็นแต่ในโบสถ์ฝรั่ง ที่นี่งดงามไม่แพ้กัน แถมเป็นเรื่องเป็นราวด้วย เด็กๆ ดูกันไม่เบื่อเลย เหมือนเวลาผ่านไปแป๊บเดียว แต่เราต้องไปแล้ว เพราะเราจะย้อนกลับไปหว้ากอ ก่อนกลับแอบออกไปชมวิวชายหาดบ้านกรูด โอ้โห!งามจริงๆ คราวหน้ามาใหม่แล้วกัน

     เช้านี้ที่บ้านกรูดทะเลสงบกว่าเมื่อวาน เราเลยเช่าเรือคายัคของรีสอร์ทไปพายเล่นใกล้ๆ ชายฝั่ง ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมงเห็นจะได้ แดดเริ่มร้อน คนเริ่มเหนื่อยและหิวด้วย เลยกลับกันดีกว่า สองคนแม่ลูกช่วยกันพาย สักพักแม่ก็ถูกทิ้งเพราะลูกขอไปวิ่งตามปูเสฉวนซะงั้น แม่ก็เลยขอทิ้งเรือไว้บนสันดอนทรายหน้าที่พักบ้าง เพราะน้ำลงค่อนข้างเร็ว พายก็ไม่ได้ ลากเรือมาคืนก็ไม่ไหว เนี่ยแหละทะเลเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้เลย ขึ้นเร็วลงเร็ว     

 
 
     จุดหมายต่อไปของเราคือ อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ เราเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่งแล้วเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นยังใหม่มากเพราะยังสร้างไม่เสร็จ ตอนนี้ไม่รู้ว่ายังสร้างหรือยังซ่อมไม่เสร็จ เพราะมีอุปกรณ์บางอย่างใช้การไม่ได้ แต่สำหรับเด็กๆ แล้วการได้เห็นปลาทะเลหลากหลายสีแหวกว่ายอยู่ในตู้ปลาใหญ่ แค่นี้ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจได้ไม่น้อย  
 
     จะว่าไปแล้วถ้าเราให้ความสนใจกับสื่อการศึกษาที่มีตามรายทางเดินก็จะได้ความรู้ไม่น้อยทีเดียว แต่ถ้ามีการพัฒนาให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่องก็คงจะดีไม่น้อย การศึกษาเป็นสิ่งที่ต้องลงทุน เราไม่มีโอกาสได้แวะไปดูนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ไทยเพราะฝนเริ่มตั้งเค้ามา เอาไว้คราวหน้าค่อยมาซ่อมแล้วกัน
 
 
     ออกจากหว้ากอ เราเลือกเส้นทางผ่านกองบิน ๕๓ อ่าวมะนาว ในวันที่ฝนโปรยปรายเป็นสายบางๆ แบบนี้ยังเห็นผู้คนลงเล่นน้ำทะเลกันอย่างสนุกสนาน ช่างเป็นภาพที่ดีจริงๆ ที่เห็นคนไทยมีความสุข ขอให้เป็นเช่นนี้ตลอดไป เราย้อนกลับมาทางสามร้อยยอด ใช้เวลาไม่นานเราก็มาถึงที่พักสำหรับคืนนี้ที่บ้านบ่อนอก ถ้าที่บ้านกรูดมีความสงบ ที่นี่ก็ออกแนวสงัดทีเดียว ที่พักของเราวันนี้เป็นบ้านหรือจะเรียกว่ากระต๊อบดี หน้าต่างเปิดโล่งออกสู่ทะเล ไม่มี air condition มีแต่แอร์ธรรมชาติ ระหว่างเรากับทะเลมีแต่ทิวสนบางๆ กั้นไว้ ที่นี่ไม่มีฝน ไม่มีผู้คน มีแต่เราอีกแล้ว เด็กๆ ออกอาการสนุกสุดๆ เพราะได้เล่นทรายและน้ำทะเลเต็มที่กันสองคน เรานอนเปลยวนที่ผูกไว้กับต้นสน ปล่อยใจไปตามลมจะพัดพาเราไป จะไปไหนก็แล้วแต่สายลม คืนนี้ที่บ่อนอกเสียงคลื่นดังกว่าคืนก่อนๆ สุดยอดจริงๆ

     ตื่นเช้ามาด้วยความรู้สึกสดชื่นสุด เราพากันเดินเลาะเลียบไปตามชายหาด ช่วยกันเก็บขยะที่ถูกน้ำพัดพาเข้ามาได้พอประมาณ ในระหว่างทางเราเห็นลุงคนหนึ่งกำลังยึกยื้อกับวัวตัวเขื่อง เอ๊ะ! เขาจะพาวัวลงเล่นน้ำทะเลหรืออย่างไร แต่ดูท่าทางเจ้าวัวแล้วมันคงไม่อยากเท่าไหร่ เข้าไปถามไถ่ก็ได้ความว่า เจ้าวัวมีแผลที่กีบเท้า ลุงแกจะพามันลงไปแช่น้ำทะเลเพื่อรักษาแผลนั่นเอง แต่มันคงจะแสบถึงไม่อยากเท่าไร ภาพแบบนี้คนเมืองอย่างเราคงไม่ค่อยเคยเห็นกันนัก ไม่รู้ว่ากูรูอย่างกูเกิล จะเคยเห็นหรือเปล่า เสียดายที่ memory card ของกล้องเกิดเสีย เลยไม่ได้เก็บภาพไว้ แต่เชื่อได้แน่นอนว่าภาพเหล่านี้จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเด็กๆ ตลอดไป

     เรายังเดินต่อไปบนชายหาดที่เงียบสงบแห่งนี้ ชาวประมงหลายคนบ่นให้ฟังว่าจับปลาไม่ได้เลยเพราะน้ำทะเลร้อน เมื่อ ๒ เดือนก่อนชาวประมงที่เกาะพิทักษ์ จังหวัดชุมพร ก็บ่นให้เราฟังแบบนี้เหมือนกัน แต่ชีวิตก็ต้องสู้กันต่อไป เมื่อวันก่อนเราไปช่วยปลูกต้นไม้มาหวังว่าจะช่วยได้ ต้องช่วยกัน เรารู้สึกขอบคุณความกล้าหาญของชาวบ้านที่บ่อนอกและบ้านกรูดทุกท่านที่กล้าต่อสู้เพื่อให้คนในพื้นที่มีที่ทำมาหาเลี้ยงชีพ และมีชายทะเลที่สงบงามให้เราได้เดินคิดคำนึงว่าในวันวารที่ผ่านมาเราได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง แล้วจะทำอะไรต่อไป ไม่ใช่เพื่อตัวเรา แต่เพื่อผู้อื่นด้วย วันนี้เราจะกลับบ้านแล้ว แต่จะต้องหาเวลากลับมาเยี่ยมที่นี่อีกให้ได้ บ้านบ่อนอก

 
 
       เราเลือกเส้นทางกลับบ้านโดยผ่านหัวหิน จุดประสงค์เพื่อที่จะได้ผ่านวังไกลกังวล บ้านของพ่อ ก็เพราะเราเริ่มต้นเดินทางครั้งนี้เพื่อมาปลูกต้นไม้รอบบ้านพ่อ หัวหินในวันนี้ถึงแม้จะดูเหงาๆ แต่ก็ยังดูพลุกพล่านเกินไปเมื่อเทียบกับที่ที่เราจากมา แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว ขอแวะเสียหน่อยเถอะ สถานที่สุดฮิปที่ใครมาหัวหินแล้วต้องแวะที่นี่ เพลินวาน
 
     ตอนแรกก็ไม่อยากแวะเท่าไร แต่พอได้เห็นรูปแบบการก่อสร้างที่ใช้ไม้เก่ามาประยุกต์กับวัสดุก่อสร้างใหม่ๆ แล้ว แหม! มันถูกใจป้าจริง ยิ่งได้เดินดูตามร้านค้าต่างๆ รู้สึกว่าเจ้าของจะใส่ใจสิ่งแวดล้อมมาก เน้นใช้วัสดุธรรมชาติคล้ายๆ KU Green เลือกใช้ถุงกระดาษ แล้วที่ถูกใจเป็นพิเศษก็คือ สายหิ้วแก้วน้ำ เขาใช้เชือกถักจากปอ (ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง) แทนการใช้ถุงพลาสติกค่ะ พวกเราหมายถึงโรงเรียนน่าจะไปดูงานบ้างนะคะ ก่อนออกจากเพลินวานยังเจอคนจากเพลินด้วย แหม...โลกกลมกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย
 
 
     ออกจากหัวหินเรามุ่งตรงกลับบ้านเลยค่ะ นั่งมาเพลินๆ รู้ตัวว่ามาถึงกรุงเทพฯ ก็เมื่อเห็นรถติดเนี่ยแหละ ไปหาซื้อที่แถวบ่อนอกดีกว่า ไร่ละ ๖ ล้านเอง !!!!!!!!!!! ก่อนจากกันในครั้งนี้มีของฝากค่ะ
 

พฤษภกาสร

อีกกุญชรอันปลดปลง

โททนต์เสน่งคง

สำคัญหมายในกายมี

นรชาติวางวาย

มลายสิ้นทั้งอินทรีย์

สถิตทั่วแต่ชั่วดี

ประดับไว้ในโลกา

 

โดย : ส่วนสื่อสารองค์กร

ติดประกาศ Monday 09 Aug 10@ 15:10:58 ICT โดย rawipan_p

 
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
· ข้อมูลเพิ่มเติม องค์กรครอบครัว
· เสนอข่าวโดย rawipan_p


เรื่องที่นิยมอ่านมากสุด องค์กรครอบครัว:
โครงการแข่งขันกีฬา ”เทเบิลเทนนิสสามัคคีพาเพลิน ครั้งที่ 1”



คะแนนของบทความ
คะแนนเฉลี่ย: 0
จำนวนผู้ลงคะแนน: 0

โปรดสละเวลาให้คะแนนสำหรับบทความนี้:

สุดยอด
ดีมาก
ดี
ธรรมดา
แย่



ส่วนเพิ่ม

 หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์ หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์



"เรื่องเล่าวันปิดภาค" | สมัครสมาชิกที่นี่ | 0 ข้อคิดเห็นต่างๆ
ความคิดเห็นที่แสดงนี้เป็นของเป็นของผู้ลงประกาศ. ทางเว็บไซต์ ไม่ขอรับผิดชอบในเนื้อหาเหล่านี้.

ผู้ไม่ลงทะเบียน ไม่มีสิทธิ์แสดงความเห็น , โปรด ลงทะเบียน
พื้นที่เพื่อการประสานงาน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ดูแลโดย คณะทำงานการสื่อสาร และ เลขาฯ ช่วงชั้น

PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.10 วินาที