Home
หน้าแรก
Downloads
ดาวน์โหลด
Forums
กระดานข่าวชาวเพลิน
Your Account
สำหรับสมาชิก
Your Account
เล่าสู่กันฟัง: โครงการนำร่อง CSA ที่ด่านช้าง
ฝ่ายชุมชน
คำถามยอดนิยมในช่วงนี้ คือ ปิดเทอมนี้ไปไหนกันมา
จึงขอนำการเดินทางที่ผ่านในเดือนเมษา ก่อนฝนนี้
มาเล่าสู่กันฟัง  ซึ่งจะมีรูปการเดินทางพร้อมคำบรรยายประกอบค่ะ



รายละเอียดโครงการส่งเสริมการให้เพื่อสังคม
ตอน : นำร่อง CSR ของโรงเรียนเพลินพัฒนา
วันที่ ๙-๑๑ มีนาคม ๒๕๕๐
บ้านห้วยหินดำ  ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง
จังหวัดสุพรรณบุรี

ผู้รับผิดชอบโครงการ            วีณา  ว่องไววิทย์  (ครูส้ม)  
                                       หัวหน้าส่วนชุมชนแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้
ผู้ประสานงานโครงการ         ภัสพร  ขำพ่วง  (ครูแพท)
                                       เจ้าหน้าที่ประสานงานชุมชน
วิทยากร                  คุณพยงค์ – คุณระวีวรรณ  ศรีทอง (คุณเจน)
นักพัฒนาอิสระ และผู้ก่อตั้งชมรมผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ สุพรรณบุรี  โดยรวมกับกลุ่มเกษตรกรบ้านห้วยหินดำ  บ้านบึงชะโค  อำเภอศรีสวัสดิ์  และ บ้านป่าคู้  อำเภอหนองปรือ  จังหวัดกาญจนบุรี  ตามแนวคิด Community Supported Agriculture : CSA  ที่เริ่มมาจากกลุ่มแม่บ้านในประเทศญี่ปุ่นไม่ต้องการบริโภคผักที่ปนเปื้อนสารเคมี  จึงเกิดรูปแบบการตลาดที่เรียกว่า “เตเก้” (TEIKEI) คือ การติดต่อว่าจ้างเกษตรกรให้ปลูกพืชผักที่ไม่ใช้สารเคมีใดๆ  โดยแม่บ้านเป็นผู้ลงเงินทุนให้กับเกษตรกร   ต่อมาแนวคิดนี้แพร่หลายไปแถบประเทศตะวันตก  ทั้งในอเมริกา แคนาดา และหลายประเทศในยุโรป

ผู้เข้าร่วมโครงการ      ครูและบุคลากรของโรงเรียนเพลินพัฒนา จำนวน ๑๓ คน 
-          ครูวีณา  ว่องไววิทย์          หัวหน้าส่วนชุมชนฯ และการจัดการความรู้ชุมชน
-          ครูทิพาภรณ์  แย้มคล้าย     หัวหน้าส่วนห้องสมุด
-          ครูสิรินยา  ตัณฑนุช          หัวหน้าวิชาการ English as a Second Language
-          ครูจันทนา  เภกะสุต          หัวหน้าช่วงชั้นที่ ๑
-          ครูมนัสนันท์  จุ่นบุญ          หัวหน้าระดับชั้น ๒  ช่วงชั้นที่ ๑
-          ครูมารศรี  ธรรมวิเศษ        ครูช่วงชั้นที่ ๑
-          ครูวารุณี  นิลพันธ์             ครูช่วงชั้นที่ ๑
-          ครูภิทยากร  พันธุ์เพชรายุธ  ครูช่วงชั้นที่ ๑
-          ครูวิชุตา  สว่างจิต            ครูช่วงชั้นที่ ๒ 
-          ครูจตุพร  บุญยวงศ์           ครูช่วงชั้นที่ ๓ และ ๔
-          ครูสายัญ  แก้วมีศรี           เจ้าหน้าที่ส่วนโสตทัศนูปกรณ์  ส่วนสำนักงาน
-          ครูภ้สพร  ขำพ่วง             เจ้าหน้าที่ประสานงานชุมชน ส่วนงานชุมชนฯ
-          ครูพงศธร  ชัชวัสวิมล        เจ้าหน้าที่งานระบบนิเวศ  ส่วนงานชุมชนฯ


รายงานสรุป
โครงการส่งเสริมการให้
ตอน : นำร่อง CSR ของโรงเรียนเพลินพัฒนา
วันที่ ๙-๑๑ มีนาคม ๒๕๕๐
บ้านห้วยหินดำ  ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง
จังหวัดสุพรรณบุรี

ขั้นตอนการดำเนินการ
๑๔ มีนาคม                ได้รับอนุมัติโครงการจากโครงการส่งเสริมการให้เพื่อสังคม  มูลนิธิกองทุนไทย
๒๐ มีนาคม                ออกสำรวจพื้นที่
๒๒ มีนาคม               วางกำหนดการ และรูปแบบกิจกรรม
๒๕ มีนาคม               ประกาศรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ  และจัดเตรียมสิ่งของ และอุปกรณ์ต่างๆ
๙ เมษายน                 ออกเดินทาง และทำ BAR : Before Action Review
๑๑ เมษายน               เดินทางกลับและทำ AAR : After Action Review
๑๗-๑๘ เมษายน         สรุปโครงการ
๒๐ เมษายน              ส่งรายงาน

BAR : Before Action Review
สรุปความคาดหวังของผู้ร่วมเดินทางก่อนการเดินทาง ได้ดังนี้
-          มาเรียนรู้วิถีเกษตรกร
-          มาพักผ่อนเชิงวิชาการ
-          มาเพราะศรัทธาคนที่นี่  และอยากให้เพื่อนๆ ได้รู้จัก
-          มาร่วมกิจกรรมของโรงเรียนเพลินพัฒนา
-          มาเรียนรู้ชีวิตคนที่ทำงานกับชุมชน
-          มาสัมผัสธรรมชาติ  มากินผักกินหญ้า
-          มาสร้างความคุ้นเคยในหมู่บุคลากรที่มีแววจะเป็นแกนนำ CSR ของโรงเรียน

รายละเอียดกิจกรรม

วันแรก ๙ เมษายน ๒๕๕๐  :    ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่จังหวัดสุพรรณบุรี
เวลา ๘.๓๐ น.                      คณะของเรา  ออกเดินทางจากโรงเรียนเพลินพัฒนา 
ถนนสวนผัก  แขวงศาลาธรรมสพน์  เขตทวีวัฒนา  กทม.
 

เราใช้รถกระบะของครูเต้ (ครูจตุพร  บุญยวงศ์) บรรทุกสิ่งของที่ได้รับบริจาคจากผู้ปกครอง  และมีผู้โดยสารในรถคันนี้ ๔ คน
อีก ๑๐ คนที่เหลือเดินทางด้วยรถตู้คันนี้


เราถึงที่พักก่อนกำหนดเล็กน้อย 
คุณเจนรอเราอยู่แล้ว  และพาคณะเข้าที่พักซึ่งคุณเจน เตรียมไว้ให้ ๒ เรือน  โดยไม่ทราบมาก่อนว่าคณะของเรามีผู้หญิง-ผู้ชายกี่คน  เราจึงแยกกันเป็นเรือนผู้หญิงกับเรือนผู้ชาย 
ที่พักมีผนังเพียงสามด้าน  นอนเรียงกันแบบนี้ทำให้หลายคนคิดถึงตอนออกค่ายสมัยยังเรียนหนังสือ
อากาศก็กำลังสบาย
เมื่อคุณพยงค์บอกว่าที่นี่ไม่ค่อยมียุง 
จึงเป็นเรื่องที่ผิดคาดมาก  พวกเรานึกว่าอยู่ใกล้ป่าแบบนี้ยุงต้องเยอะแน่ๆ 
เราได้ความรู้ใหม่อีกข้อหนึ่งแล้ว   


พักกันสักครู่  เราก็เริ่มเข้าสู่การแนะนำกระบวนการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening)   โดยมีคุณเจนเป็นวิทยากร   เราฟังการบรรยายเพียงเล็กน้อย  จากนั้นคุณเจนก็ให้เราลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง  โดยการแบ่งกลุ่มหลายๆ แบบ แล้วให้แต่ละคนพูดคนละ ๒-๓ นาที  เวียนกันไปโดยผู้ฟังรอบวงห้ามถาม ห้ามแซว ห้ามพูดแทรก  กลุ่มไหนเสร็จก่อนก็ต้องนั่งรอเฉยๆ 
(ตอนแบ่งกลุ่มตามช่วงอายุ มีการประท้วงเรื่องอายุกันเล็กน้อย)
เรื่องที่พูดก็เป็นหัวข้อทั่วไป  เช่น
     - เรื่องความประทับใจในจังหวัดที่อยู่
     - ความรู้สึกของการเป็น
          พี่คนโต  ลูกคนกลาง และน้องสุดท้อง 
     - เรื่องความภาคภูมิใจในชีวิต


บางครั้งก็จับคู่กัน  คถุณเจนเป็นผู้กำหนดเรื่องเช่นเคย
เมื่อจับคู่กับคนที่ไม่คุ้นเคย  เราพูดเรื่องความรักครั้งแรก
ตอนจับคู่คนที่คุ้นเคยที่สุด  เราพูดเรื่องช่วงเวลาที่เศร้าที่สุดของชีวิต
หลังจากนั้น  เราก็เริ่มกระบวนการกินอย่างลึกซึ้ง 
คือ ได้แยกย้ายกันไปเด็ดยอดพืชผักในบริเวณที่พัก
นำมาทำเป็นอาหารเย็นของพวกเรา


การเด็ดเองกับมือ  มันให้ความรู้สึกดีจริงๆ  
มื้อนี้เรามีผักกูดที่หากินไม่ได้ง่ายๆ ในกรุงเทพฯ
เด็ดจากต้นมาแล้ว  ก็มาเด็ดเป็นท่อน เป็นใบอีกที


สมใจคนที่ตั้งใจจะมารับประทานผักหญ้าแล้ว
หลังจากอิ่มท้อง  และอาบน้ำอาบท่ากันแล้ว
เราก็มาประชุมพร้อมกันอีกครั้ง
คืนนี้  เราได้ขอให้คุณพยงค์และคุณเจนเล่าความเป็นไปเป็นมาอย่างไรจึงมาอยู่ที่นี่
เรารับฟังมุมมองต่างๆ ต่อปัญหาที่พบ 
ตลอดกว่า ๑๖ ปีที่พี่ทั้งสองได้มาอยู่ที่นี่ 


พวกเราอดซักถามไม่ได้  จึงขอลืมเรื่องการฟังอย่างลึกซึ้งเมื่อตอนบ่ายชั่วคราว 
เราไม่เพียงได้เรียนรู้ประสบการณ์อันมีค่าจากวงสนทนาในคืนนี้  แต่หลายคนเกิดความมุ่งมั่นบางอย่างขึ้นในใจแล้ว


วันที่สอง ๑๐ เมษายน ๒๕๕๐ :              เดินป่า  และกลับมาทำกิจกรรมกับเด็กๆ ในหมู่บ้าน



ตื่นเช้ารับอรุณ
คุณเจนเตรียมข้าวต้มไว้ให้เรียบร้อยแล้ว


มีไข่ต้ม  มากพอที่จะเผื่อถึงมื้อกลางวันตอนเดินป่าด้วย
อิ่มท้องกันแล้วก็ออกเดินทาง  เข้าไปในหมู่บ้านที่นัดกับชาวบ้านไว้ว่าจะนำคณะของเราเดินป่าในวันนี้


เดือนเมษายนแบบนี้  มีแต่ความแห้งแล้ง  เมื่อคืนได้ยินเสียงเปรี้ยงๆ เป็นระยะ  เป็นเสียงที่เกิดจากไม้ไผ่แตกเมื่อโดนไฟไหม้
ฝนเริ่มมาได้ไม่นาน  จึงเริ่มเห็นสีเขียวมากกว่าครั้งมาสำรวจเมื่อปลายเดือนมีนาคม


เราเดินออกจากที่พักประมาณ ๘.๐๐ น.  เดินพ้นเนินเขาหลังบ้านไปไม่นานก็พบกับหมู่บ้านของผู้นำทางเราในวันนี้
มีคุณลำใยแกนนำกลุ่มผู้หญิงของหมู่บ้าน
และเด็กหญิงชาวปากากะญอกลุ่มหนึ่งรอเราอยู่


กลุ่มผู้หญิงของหมู่บ้านนี้  รวมกันตั้งกลุ่มผ้าทอที่รวมรายได้จากการขายผ้าให้นักท่องเที่ยวแล้วมากกว่ารายได้ที่พวกผู้ชายทั้งหมู่บ้านหาได้เสียอีก
พวกเธอส่วนหนึ่งจะเป็นผู้นำในการเดินป่าให้เราในวันนี้
พวกเราผลัดกันแนะนำตัวเองทั้งชาวบ้านห้วยหินดำ ชาวปากากะญอ และชาวครูเพลินพัฒนา


แล้วจึงเริ่มออกเดินทางออกจากหมู่บ้าน มุ่งสู่ป่า
ซึ่งเป็นป่าเบญจพรรณที่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรม 
พูดอย่างมีความหวังก็คือ  เป็นป่าที่เริ่มฟื้นฟู  หลังจากรัฐให้สัมปทานป่าไม้เมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว 
ตอนนั้นทั้งป่า  ทั้งน้ำหายไปไม่เหลือ 


ชาวบ้านเล่าให้เราฟังระหว่างการเดินทางว่า
สิบปีนับแต่ป่าดงดิบหายไป
วันนี้ ป่าเริ่มก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง ถึงจะมีพรรณไม้หลายหลาก  แต่ก็มีต้นไผ่เป็นส่วนใหญ่
มีชาวบ้านคอยช่วยกันดูแลไม่ให้ใครมาทำร้ายป่าอีก
เมื่อเหนื่อยล้าแหงนมองฟ้าในคราวหนึ่ง เห็นดอกไผ่
ทำให้นึกถึงเพลงของแอ๊ด ที่มีเนื้อร้องตอนหนึ่งว่า
“...ดอกไผ่บานพยานแห่งรัก
บานเพื่อลาจาก เจ้าจงปล่อยวาง
ความเข้มแข็งจะคอยเข้าข้าง
ความอ่อนแอจะต้องแพ้พ่าย...”


ลูกชายคนเล็กของคุณพยงค์กับคุณเจน ชื่อเด็กชายขนมต้มได้เก็บดอกไผ่มาดูเล่น  ในขณะที่ฟังผู้ใหญ่เล่าตำนานดอกไผ่บาน  ที่ทั้งชีวิตของต้นไผ่จะออกดอกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น  เป็นการบานเพื่อลาจาก
เป็นการตายเป็นกลุ่มหลายๆ ลำ  และหลายครั้งเป็นการลาจากพร้อมกันทั้งกอ
พวกเราเดินต่อไปจนพบลำธาร  จึงได้เห็นกับตาว่า
ในวันนี้แม้จะเป็นหน้าแล้ง ลำธารก็ยังมีน้ำใสไหลริน
บอกให้เรารู้ว่า ถึงจะมีคนทำลายป่าได้ 
เราก็ทนุบำรุงให้ป่าเกิดใหม่ได้
ในช่วงชีวิตหนึ่ง  คนเราทำอะไร ได้มากมายจริงๆ
สิ่งมีค่าที่เกลื่อนอยู่บนทางเดินป่า  แต่เราเหนื่อยล้าจนไร้เรี่ยวแรงเก็บเกี่ยวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้อยคำสั้นๆ ไม่กี่คำที่กล่าวออกมาเป็นระยะ  แสดงมุมมองชีวิต
ที่ถ่ายทอดออกมาด้วยคำพูดเป็นภาษาไทยช้าๆ สั้นๆ
เรียงต่อกันไม่กี่คำแต่คมเหลือเกิน 


เมื่อเดินทางต่อเข้าป่าไปได้ไม่ไกลนัก  ก็จะเป็นบริเวณไร่หมุนเวียนที่ชาวบ้านรู้กันเอง  ว่าใครจะเข้ามาทำไร่เมื่อไร  และตรงไหนเป็นของใคร  (ส่วนใหญ่เป็นไร่ข้าว)   ไม่มีการถางป่าเกินพื้นที่เดิมเด็ดขาด 
เพราะรู้ว่าป่ามีค่า  และเราต้องพึ่งพิงป่ามากเหลือเกิน
เช่น  ตั้งแต่เริ่มเดินออกจากหมู่บ้าน  เราได้รับคำเชิญให้กินข้าวเที่ยงด้วยกัน  ด้วยการบอกว่า
 
“เอาข้าวห่อกับน้ำพริกไปก็พอ  
ไปหากับกินเอาข้างหน้า  กินด้วยกันนะ”


ซึ่งนอกจากกับข้าวแล้ว  คณะของเราบางคนยังได้มะพร้าวป่ามาแก้กระหายด้วย
ได้เก็บยอดไม้ และลูกไม้ต่างๆ มากินกับข้าวที่ห่อมาได้ตามเส้นทางเดินป่าแบบนี้ 
เมื่อเราเก็บเอาแต่พอกิน 
ป่าก็จะดูแลเราอย่างดีและยั่งยืน


เมื่อพวกเรามาถึงเขตรอยต่อที่จะเริ่มเป็นป่าทึบ 
พวกเราก็หยุดการเดินทางไว้เพียงเท่านี้
ต่างคนต่างเอาอาหารที่เตรียมมาและที่เก็บมาระหว่างทาง  ออกมารับประทานกัน 
ของชาวเรามีมาม่าผ้ด กับไข่ต้ม
ของชาวเขามีข้าวห่อ น้ำพริก และกับข้าวที่ได้มาระหว่างทาง 


อิ่มแล้วก็นอนตีพุง  เณรที่เดินทางมาด้วย คือ เณรนุย แปลว่าขนุน  เป็นลูกชายคนโตของคุณพยงค์และคุณเจน
เด็กๆ ผู้นำทางของเรา  ก็เล่นกันบ้าง  พักกันบ้าง


เมื่อได้เวลาก็เตรียมตัวเดินทางกลับ
เรากลับถึงที่พักประมาณบ่ายโมงครึ่ง
หลังจากพักผ่อนพอเรียกแรงคืนมาได้บ้างแล้ว  คณะครูก็เริ่มทำกิจกรรมกับเด็กๆ กลุ่มเดียวกับที่เป็นผู้นำทางเราเดินป่าในวันนี้ 


เนื่องจากคณะครูด้านศิลปะของเราไม่สามารถเดินทางมาด้วยได้ 
ส่วนคณะครูที่มาด้วยกันนี้ถนัดงานหลอกเด็กและหลอกกันเอง  เลยได้เล่นเกมการอย่างสนุนสนานแทน


อีกทั้งนักเรียนที่เป็นเด็กโตที่อยากเรียนการประดิษฐ์  ก็ไม่อยู่ในหมู่บ้านในยามปิดเทอมนี้ 
เนื่องจากต้องไปทำงานที่อื่นๆ 
เหลือแต่เด็กผู้หญิงวัยไม่เกินชั้น ป.๖ ที่อยู่กับบ้าน และใช้เวลาปิดเทอมในการทอผ้า
จึงผิดแผนไปจากเดิมที่วางไว้ว่าจะสอนงานประดิษฐ์จากวัสดุที่หาได้ในพื้นที่ 


ในระหว่างที่ครูอีกส่วนก็ได้ลงโปรแกรม และติดตั้งไมโครโฟนสำหรับการติดต่อผ่าน Intermet  เสมือนการใช้โทรศัพท์  โดยครูได้สอนวิธีใช้ให้ลูกๆ ของคุณพยงค์และคุณเจน  ในการทดลองสื่อสารกับครูที่อยู่กรุงเทพฯ นั้น  ได้สร้างความสนุกสนานและตื่นเต้นให้กับเด็กๆ มาก  เพราะครูทางกรุงเทพฯ ได้เปิด Webcam ไปด้วย 
เมื่อการละเล่นได้จบลง  คณะครูก็มีขนมและนมถั่วเหลืองที่ได้จากผู้ปกครองมาแจกจ่ายให้กับเด็กๆ  ครูได้ขอให้เด็กๆ ออกมากล่าวความในใจกันคนละเล็กน้อย 


สิ่งที่ครูทุกคนประทับใจคือ เด็กแต่ละคนไม่รู้ตัวล่วงหน้ามาก่อนว่าต้องออกมาพูด  แต่เด็กทุกคนก็พูดความในใจออกมาได้ไม่ซ้ำรูปแบบกันเลย  ซึ่งเป็นอื่นไปไม่ได้ถ้านั่นไม่ใช่คำที่ออกมาจากความรู้สึกล้วนๆ ที่ยังไม่ได้ปรุงแต่งให้ไพเราะตามรูปแบบใดๆ
ทุกถ้อยคำจากเด็กๆ จึงเป็นการเติมพลังให้กับครูทุกคนที่มาในวันนี้  ขอขอบคุณเด็กๆ ทุกคนที่ทำให้วันนี้จบลงอย่างสวยงาม
  
มื่อล่วงเข้ายามเย็น  เราได้มีเวลาพักตามอัธยาสัย  ผู้มีอายุเกิน ๓๐ ปี ก็รีบอาบน้ำก่อนค่ำ  เพราะอากาศจะเริ่มเย็นลงทุกที  
หลังจากอาหารมื้อเย็น  เราก็นัดหมายกันเพื่อเข้าสู่กระบวนการฟังอย่างลึกซึ้งต่อจากเมื่อวาน
ซึ่งเราเปิดกว้างช่วงนี้สำหรับคนที่สนใจอยากฝึกต่อ
สำหรับคนที่หมดเรี่ยวแรงจากการเดินป่า  และการทำกิจกรรมต่างๆ ให้แยกย้ายกันไปพักผ่อนได้  เพราะเรายังต้องเข้าพื้นที่ไปที่บ้านป่าคู้  อีกในวันรุ่งขึ้น
แต่เมื่อถึงเวลานัดหมาย  ทุกคนก็มากันพร้อมหน้า  ไม่มีใครยอมเสียโอกาสในการเรียนรู้เลยแม้แต่คนเดียว 
ท่ามกลางแสงเทียน  และเม็ดฝนแผ่ว  เราได้ลองฟังเสียงรอบตัว  เสียงของสรรพสิ่ง  เสียงของธรรมชาติที่ยามอยู่ในเมืองเราไม่มีโอกาสได้ยิน
และที่สำคัญก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอนในคืนนี้ คือ เราได้ลองฟังเสียงของตัวเอง  เสียงที่ปกติเราไม่ค่อยเคยฟัง  


วันทึ่สาม ๑๑ เมษายน ๕๐  :    วันสุดท้ายของการเดินทางในครั้งนี้
เวลา ๙.๐๐ น.     หลังจากมอบหนังสือที่เรานำมาด้วยให้กับห้องสมุดเล็กๆ ของคุณเจนแล้ว    ก็ได้เวลาชมและเลือกซื้อผ้าทอของกลุ่มผู้หญิงในหมู่บ้าน  ซึ่งจะนำผ้าทอมารวมกันเป็นจุดจำหน่ายเดียว  ผ้าทุกชิ้นมีป้ายราคาที่ระบุชื่อคนทอติดไว้กับผืนผ้าแต่ละผืน  เมื่อมีผู้ซื้อผ้า คนที่ทำหน้าที่ขายในวันนั้นก็จะลงบันทึกไว้ให้ว่าวันนี้ขายของใครได้เป็นเงินเท่าไร  นับเป็นการจัดการที่ดีทีเดียว

หลังจากอุดหนุนผ้าทอกันพอสมควรแล้ว  เราก็ออกจากบ้านห้วยหินดำมาที่บ้านป่าคู้  ที่อยู่ห่างไปประมาณ ๒๐ กว่า กม.  เพื่อมาดูการจัดการของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการอ่างเก็บน้ำ 
คณะของเราแยกออกเป็นสองส่วน  ส่วนหนึ่งมารอที่ (ที่ควรจะเป็น) อ่างเก็บน้ำตามโครงการ


อีกส่วนหนึ่งแวะเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อไปรับตัวแทนชาวบ้าน
เมื่อทุกคนมากันพร้อมหน้าแล้ว  คุณพยงค์ก็เริ่มเกริ่นนำความเป็นมาให้เราฟัง  โดยมีชาวบ้านเป็นผู้เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน ๑๐ กว่าปีมานี้ให้เราฟัง


ณ ที่แห่งนี้  ผืนดินเบื้องล่างตรงหน้านี้เคยเป็นบ้านเกิด  เคยเป็นหมู่บ้านที่มีสมาชิกประมาณ ๓๐ กว่าครัวเรือน 
อยู่มาวันหนึ่งประมาณปี ๒๕๓๖  ก็เริ่มมีเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจพื้นที่  และวิเคราะห์ผืนดิน  ดูความเป็นไปได้ที่จะทำโครงการอ่างเก็บน้ำ
ชาวบ้านเริ่มวิตก  แต่ในที่สุดสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้น  ชาวบ้านต้องออกจากที่นี่  โดยมีสัญญาว่าจะหาที่ทำกินให้ใหม่


เรื่องเล่าแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
แต่บทลงท้ายของที่นี่ คือ ชาวบ้านครึ่งหนึ่งรวมตัวกันจัดสรรพื้นที่กันเอง โดยให้ครอบครัวละ ๒ ไร่
ซึ่งเป็นพื้นที่บ้านป่าคู้ในวันนี้นี่เอง
การลุกขึ้นมาจัดการหาพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินใหม่  โดยแบ่งสรรกันเองนี้  ชาวบ้านทำกันเองโดยไม่มีแกนนำจากที่อื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวเลย  หมายถึงการจัดการทั้งหมดไม่ได้อาศัยความรู้ทางวิชาการจากตำรา แต่อาศัยบทเรียนแห่งชีวิตล้วนๆ  


ที่นี่  แม้ไม่ได้สิทธิครอบครองถูกต้องตามกฎหมาย  แต่ก็ (ยัง) ไม่มีใครมาไล่ให้ไปที่ไหนอีก
เมื่อเราเข้ามาในหมู่บ้าน  สิ่งแรกที่พบคือ ชาวบ้านกำลังทำอาหารกลางวันสำหรับคณะของเรา


วันนี้เราจะได้ลิ้มรสอาหารปากากะญอกัน
เรามาประชุมรวมกันที่ศาลากลางบ้านป่าคู้  ซึ่งใช้เป็นที่ประชุมและเป็นที่จัดหีบห่อพืชผลของชาวบ้านเพื่อส่งตลาดทั้งในท้องถิ่นและกรุงเทพฯ


ชาวบ้านได้เล่าให้เราฟังต่อว่า  หลังจากได้พื้นที่มาครอบครัวละ ๒ ไร่  จากคนเคยทำไร่ (ข้าว) แบบหมุนเวียน 
มาวันนี้ ต้องลงมือทำเพาะปลูกด้วยวิธีที่ต่างจากบรรพบุรุษเคยทำสืบกันมา


คุณพยงค์และคุณเจน  ได้เข้ามามีส่วนช่วยเหลือชาวบ้านในการให้ความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์  และจัดหาตลาดให้
ชาวบ้านส่วนหนึ่งเลือกหนทางผลิตเกษตรอินทรีย์  และเข้าร่วมกันชมรมผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์สุพรรณบุรี บางส่วนก็ยังใช้สารเคมี 
แต่ทั้งหมดก็มานั่งอยู่กับพวกเราที่นี่ 
น่าเสียดายที่เรามีเวลาน้อย  เลยไม่ได้ซักถามถึงวิธีการของเกษตรอินทรีย์อย่างละเอียดจากคุณพยงค์


ชมรมฯ จะส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชผักอินทรีย์ (Organic Vegetable)  ให้กับชมรมฯ ที่เรียกกันว่า “ผักตระกร้า”  และจะช่วยเปิดช่องทางให้ผู้ผลิตส่งผลผลิตให้กับผู้บริโภคได้โดยตรง  โดยจะเก็บและจัดหีบห่อส่งให้ถึงผู้บริโภคทุกเข้าวันจันทร์
พืชผลจากพื้นที่เพียงสองไร่นี้  เลี้ยงชีวิตทั้งครอบครัว  ด้วยแนวคิด Community Supported Agriculture : CSA ที่เกิดจากแม่บ้านญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งไม่อยากบริโภคพืชผักที่มีสารปนเปื้อน  จึงลงทุนให้เกษตรกรปลูกผักอินทรีย์ให้  ต่อมาแนวคิดนี้ขยายไปทั้งยุโรปและอเมริกา  


ชมรมฯ ใช้แนวคิดนี้มาปรับใช้ในการบอกรับสมาชิกจากกรุงเทพฯ เป็นการร่วมลงทุนในการรักษาสภาพแวดล้อม  โดยได้ผลตอบแทนเป็นผลผลิตสัปดาห์ละประมาณ ๓ กก. ต่อการลงทุนเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท
หลังจากได้เดินดูไร่ และฟังเรื่องราวต่างๆ แล้ว
เราก็ได้ลิ้มลองอาหารพื้นบ้านที่มีหน้าตาไม่คุ้นเคย  แต่รสชาติอร่อย  แม้จะเผ็ดซึ้งในพริกกะเหรี่ยง  แต่ก็จัดการกันจนหมด


เราออกจากหมู่บ้านด้วยความฝัน และเห็นแนวทางว่าเราน่าจะส่งเสริมการตลาดให้กับชมรมฯได้  เพราะในบริบทของการเป็นโรงเรียนที่ผู้ปกครองมีกำลังซื้อสูง  อีกทั้งยังเป็นเส้นทางผ่านของการส่งผักของชมรมฯ 
และเราจะกลับไปลงมือทำทันทีที่เปิดเทอม 
 
กิจกรรมในการเดินทางเป็นเวลา ๓ วัน ได้สิ้นสุดลงแล้ว  แต่เป็นการเริ่มต้นจุดประกายให้กับภารกิจใหม่อีกมากมาย 
ขอขอบคุณโครงการส่งเสริมการให้เพื่อสังคม  มูลนิธิกองทุนไทย  ที่กรุณาให้การสนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้
  

การประเมินโครงการในส่วนของผู้ร่วมโครงการ
โดยกระบวนการ  After Action Review
: AAR
สรุปการเข้าร่วมโครงการหลังจากการเดินทาง  ได้ดังนี้



การประเมินของผู้รับผิดชอบโครงการ

ส่วนที่ไม่ได้ดังคาด

ขอขอบคุณ
โครงการส่งเสริมการให้เพื่อสังคม  มูลนิธิกองทุนไทย  ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่กรุณาสนับสนุนโครงการนี้ให้เกิดขึ้นได้จริง 
ติดประกาศ Tuesday 15 May 07@ 15:45:12 ICT โดย weena_w

 
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
· ข้อมูลเพิ่มเติม ฝ่ายชุมชน
· เสนอข่าวโดย weena_w


เรื่องที่นิยมอ่านมากสุด ฝ่ายชุมชน:
ตามวงจุฬาวาทิตไปฝรั่งเศส



คะแนนของบทความ
คะแนนเฉลี่ย: 5
จำนวนผู้ลงคะแนน: 1


โปรดสละเวลาให้คะแนนสำหรับบทความนี้:

สุดยอด
ดีมาก
ดี
ธรรมดา
แย่



ส่วนเพิ่ม

 หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์ หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์



"โครงการนำร่อง CSA ที่ด่านช้าง" | สมัครสมาชิกที่นี่ | 0 ข้อคิดเห็นต่างๆ
ความคิดเห็นที่แสดงนี้เป็นของเป็นของผู้ลงประกาศ. ทางเว็บไซต์ ไม่ขอรับผิดชอบในเนื้อหาเหล่านี้.

ผู้ไม่ลงทะเบียน ไม่มีสิทธิ์แสดงความเห็น , โปรด ลงทะเบียน
พื้นที่เพื่อการประสานงาน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ดูแลโดย คณะทำงานการสื่อสาร และ เลขาฯ ช่วงชั้น

PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.13 วินาที